คำถามถามบ่อย FAQs

คำถามถามบ่อย FAQs

ถาม : การเรียนการแบบใหม่เน้นให้เด็กได้คิดวางแผนลงมือทำ ไม่เน้นวิชาการมากไม่ให้เด็กท่องจำ **แล้วเด็กอายุเท่าไรถึงเน้นวิชาการคะ

ตอบ :
      สำหรับเด็กอนุบาล และก่อนอนุบาล ผู้ปกครองสามารถเน้นการสอน/ให้ความรู้วิชาการผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดเวลา เด็กที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ผ่านการลงมือทำด้วยตนเองเอง จะเกิดความสนใจ ใส่ใจและสนุกสนาน รวมถึงสามารถจดจำสิ่งที่ทำไปได้อย่างแม่นยำ
      เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการเล่น ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ครูหรือผู้ปกครองจัดเตรียมไว้ให้ เด็กจะเล่นด้วยตนเอง พร้อมกับหาวิธีการเล่น หรือปรับเปลี่ยนวิธีเล่น เมื่อเจอปัญหาจะค่อยๆ หาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง กระบวนการเหล่านี้จะสร้างความรู้ ความสามารถและทักษะต่างๆ ที่ติดตัวไปจนโตให้กับเด็ก เช่น การปั้นดินน้ำมัน เด็กจะได้ฝึกกล้ามเนื้อเล็ก ฝึกการคิดว่าจะปั้นอะไร มีส่วนประกอบหรือรายละเอียดอะไรที่ต้องปั้น ฝึกสังเกตเพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการปั้น ฝึกความละเอียดประณีต ว่าปั้นและตกแต่งให้เหมือนต้นแบบที่สุด เมื่อปั้นเสร็จเด็กบอกเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่ปั้น เหตุผลที่ปั้น ครูหรือผู้ปกครองสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กปั้นเพิ่มเติม เป็นการฝึกการคิด การพูด การสื่อสารด้วย หรือการฝึกให้เด็กเขียนชื่อตัวเองโดยใช้กิจกรรมสนุกๆ เช่น เขียนบนทราย เขียนโดยใช้สีต่างๆ เช่นสีน้ำ สีเทียนลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ๆ เขียนตามแบบที่มีให้ดู โดยไม่ต้องมีเส้นประ เด็กจะสนุกสนานกับการเขียน และการฝึกเขียนชื่อตัวเองเป็นสิ่งที่มีความหมายกับเด็ก มากกว่าฝึกเขียนพยัญชนะอื่นๆ ตามรอยประ
      ถ้าถามนักการศึกษาว่าอายุเท่าไรจึงเน้นวิชาการ สำหรับเด็กเล็กคำตอบจึงเป็นไม่จำต้องเน้นวิชาการแบบท่องจำ เร่งเรียนเขียนอ่าน แต่ให้สอดแทรกวิชาการ/ความรู้ผ่านที่ต่างๆ ที่เล่นและทำร่วมกับเด็ก เพื่อปลูกฝังให้เมื่อโตขึ้นเขาจะมีความรอบรู้ ขยัน กระตือรือร้นในการหาความรู้ โดยไม่ต้องบังคับหรือเร่งเรียน การเล่นและทำกิจกรรมต่างๆ ของเด็กตรงกับวิธีการเรียนรู้แบบ Active Learning หรือการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ ซึ่งเป็นกระบวนการสอนหลักในหลายๆ ประเทศ เมื่อโตขึ้นเข้าเรียนชั้นประถม หรือมัธยมจะค่อยๆ มีความเข้มข้นทางเนื้อหาวิชาการตามหลักสูตรอยู่แล้ว

ถาม : น้องจบอนุบาล 3 น้องจะได้อะไรจาก ทฤษฏีใหม่คะ

ตอบ :
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของหลักสูตรไรซ์ไทยแลนด์ยึดตัวบ่งชี้พัฒนาการเป็นสำคัญ ทุกๆ กิจกรรมที่จัดให้เด็กจะช่วยให้เด็กเกิดการรู้ สามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ตามตัวบ่งชี้พัฒนาการ 8 ด้าน รวมไปถึงตั้งจุดมุ่งหมายไว้ว่า เด็กจะเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะ ดังนี้
1. เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการลงมือปฏิบัติสิ่งต่างๆ
2. เป็นผู้มีความใฝ่รู้ สนใจสำรวจ ค้นคว้า แสวงหาวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง
3. เป็นผู้มีทักษะการแก้ปัญหา หาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมกับวัย
4. เป็นบุคคลที่สามารถสร้างความร่วมมือ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และมีส่วนร่วมในสังคม
5. เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดหลากหลาย สร้างสรรค์ส่งต่างๆ ได้ดี
6. เป็นผู้ที่มีการคิดเชิงวิพากษ์ มีเหตุผล รู้จักคิดวิเคราะห์ และมีกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ
แต่ถ้าหากจะระบุง่ายๆ เด็กที่ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบไฮสโคปตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ จะมีคุณลักษณะเด่น คือ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก มั่นใจในตนเอง พูดเก่ง มุ่งมั่นตั้งใจ สนใจใฝ่รู้ คิดวางแผนและคิดแก้ปัญหาได้ดี เป็นตัวของตัวเอง แต่สามารถปฏิบัติตามกติกาและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

ถาม : น้องจะสามารถเข้าเรียน ป.1 แล้วรู้เหมือนเพื่อนที่เรียนทฤษฎีเดิมไหมคะ

ตอบ :
      ความสามารถเด่นๆ ของเด็กที่ผ่านการเรียนการสอนแบบปกติที่ไม่ใช่เร่งเรียนเขียนอ่าน คือ เด็กจะมีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าพูด กล้าถาม ทักษะการสื่อสารดี รู้จักวางแผน ซึ่งเป็นทักษะที่จะติดตัวเด็กไปจนโต และเป็นทักษะที่จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้เนื้อหาความรู้ต่างๆ ที่ครูถ่ายทอดให้เมื่อโตได้ดีเช่นเดียวกัน
      ในช่วงแรกที่เข้า ป.1 เด็กอาจจะด้อยกว่าเพื่อนในเรื่องของการเขียน และการอ่านแบบสะกดคำ ซึ่งโดยปกติตามทฤษฎี เด็กทั่วไปจะเริ่มเรียนในช่วงประถมศึกษาอยู่แล้ว เนื่องจากการเรียนรู้พยัญชนะ สระ ถ้อยคำและภาษาเขียนคือการเรียนรู้สัญลักษณ์ซึ่งเป็นนามธรรม ตามทฤษฎี Piaget คือเด็กจะเริ่มสังเกตจดจำสัญลักษณ์เหล่านี้ในช่วง 2 – 4 ปี เมื่ออายุ 4 – 7 ปี เด็กเริ่มเข้าใจจำนวน เข้าใจความหมาย เข้าใจความคิดรวบยอดของสิ่งง่ายๆ รอบๆ ตัวที่เป็นรูปธรรมคือเห็นเป็นชิ้นเป็นอันชัดเจน เช่น นกกับค้างคาวถึงจะมีปีกเหมือนกันแต่ก็เป็นสัตว์คนละชนิด จนถึงอายุ 7 – 11 ปี ที่เด็กเริ่มเรียนรู้กฎเกณฑ์ หลักการต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น เข้าใจว่าน้ำแข็งถึงแม้จะละลายเป็นน้ำแต่ก็ยังมีปริมาตรเท่าเดิม เด็กจึงควรค่อยๆ เรียนรู้การเขียนการอ่านที่มีหลักการ กฎเกณฑ์ต่างๆ ในช่วงหลังอายุ 7 ปี แต่ปัจจุบันหลายๆ ที่กลับเร่งเรียนตั้งแต่เด็กอนุบาล เพราะบางคนคิดว่าเด็กที่อ่านออกเขียนได้เร็วคือเด็กเก่ง
      แต่ทั้งนี้เด็กย่อมมีพื้นฐานการอ่านจากการอ่านและฟังนิทาน มีความชื่นชอบการอ่านนิทาน สนุกสนานกับการการเรียนรู้ สนใจใฝ่รู้สิ่งรอบตัวอยู่แล้ว ดังนั้นภายใต้การพัฒนาเด็กอย่างถูกต้องตามหลักการของครูและผู้ปกครองร่วมกับคุณลักษณะเด่นของเด็ก จะทำให้เมื่อเข้า ป.1 เด็กสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ เพื่อนและก้าวทันคนอื่นเรื่องการเขียนอ่านในระยะเวลาไม่นาน แต่ทักษะเด่นๆ ของเด็กเรื่องการคิด การวางแผน ความกล้าคือทักษะที่จะติดตัวเด็ก และพัฒนาให้เด็กเก่งและประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน

ถาม : แล้วใช้หลักเกณฑ์อะไรในการวัดผล ประเมินผลว่าน้องสามารถเลื่อนชั้น หรือ จบ อ.3 ได้

ตอบ :
      เกณฑ์ทั่วไปที่โรงเรียนต่างๆ ใช้ในการพิจารณาว่าเด็กสามารถจบการศึกษาได้ คือ พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาตรงตามคุณลักษณะและสภาพที่พึงประสงค์ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เช่น เด็ก 5 ปี สามารถใช้ห้องน้ำห้องส้วมด้วยตนเอง, เด็ก 6 ปีสามารถเรียงลำดับสิ่งของได้อย่างน้อย 5 ลำดับ หรือ เด็ก 6 ปี สามารถใช้ประโยคคำถามว่า “เมื่อไร” “อย่างไร” ในการค้นหาคำตอบ เป็นต้น ซึ่งคุณลักษณะ/พฤติกรรมเหล่านี้ ครูจะต้องเป็นผู้วัดและประเมินในแต่ละภาคเรียนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง และในแต่ละภาคเรียน หรือการสอนแต่ละกิจกรรมครูมักจะมีการประเมินเด็กว่าสามารถปฏิบัติได้ตามวัตถุประสงค์ที่ครูกำหนดไว้ (ซึ่งวัตถุประสงค์นี้สอดคล้องกับตัวบ่งชี้พัฒนาการ) หรือไม่ เมื่อครูพบว่าเด็กมีพัฒนาการไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ก็มีหน้าที่ช่วยเหลือส่งเสริมเพื่อให้พัฒนาการเด็กดีขึ้น
      ดังนั้น เกณฑ์ในการประเมินว่าเด็กสามารถเลื่อนชั้น หรือจบ อ.3 ได้ ก็คือเด็กสามารถปฏิบัติกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ที่ครูกำหนดไว้ และมีพัฒนาการด้านต่างๆ สมวัยเท่านั้น ยกเว้นผู้ปกครองมีความประสงค์จะพาบุตรหลานไปสอบเข้าโรงเรียนต่างๆ ที่มีการสอบข้อเขียน สอบเนื้อหาวิชาการยากๆ ซึ่งก็แล้วแต่ลักษณะของโรงเรียน แต่ในปัจจุบัน (พ.ศ.2561) มีพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ประกาศให้งดการจัดสอบเพื่อเข้า ป.1 ทั่วประเทศแล้วเช่นกัน